arnat님의 프로필Travel Books사진블로그리스트기타 ![]() | 도움말 |
|
|
Travel Books9월 23일 ได้พักแล้ว ดีใจจังเลยเหนื่อยมาเกือบ สิบวีคแล้ว ได้พักสักที แต่มีงานให้ทำอีกท่วมหัวเลย วันนี้เรียนวันสุดท้ายก่อน หยุดเรียน เลยมนั่ง อัปรูปหน่อย มานั่งดูบล๊อก ของตัวเอง ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องท่องเที่ยวแต่ไม่ค่อยมีรูปเลยวันนี้เลยไปค้นรูปเก่าๆตั้งแต่สมัยไปอเมริกามาให้ดู ชุดแรกตอนได้ทุนไปทำโปรเจ๊คที่ VT แล้วจะค่อยๆส่งรูปให้ดูกันนะครับ 8월 9일 เป้าหมายของชีวิตคืออะไรใครรู้บ้าง ในที่สุดก็ผ่านมาได้กับ UEEC แสนโหด มีทั้งดีใจ แล้วก็มีทั้งเสียใจกับเพื่อนๆหลายๆคน ก่อนผ่าน UE ทำไมดูมันยากมันมันเย็นขนาดนั่นนะ เป็นอะไรที่ต้องข้ามให้ได้ แต่พอผ่านมาแล้ว มันกลับกลายเป็นว่า ชีวิตกำลังเริ่มต้นครั้งใหม่อีกครั้ง นี่มั๊ง ที่ใครๆก็สอนว่าให้หาเป้าหมายใหม่ๆ ให้มองให้สูงขึ้น อย่ามองที่จุดเดิม อย่ามัวภูมิใจกับความสำเร็จเก่าๆ ชีวิตใน รร สอนภาษามันไม่ได้สอนเราแค่ภาษา แต่สอนเข้าไปถึงแนวคิด และความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ก่อนที่จะมาเรียนที่ออส มีคำถามที่เข้ามาวนเวียนอยู่ในสมองเราตลอดเวลาว่า มาเรียนทำไม มาเรียนเพื่ออะไร แล้วจะได้อะไรกลับไปเหรอ แม้แต่ตอนที่กำลังขึ้นเครื่อง คำถามนี้ก็ยังคงอยู่ตลอดจนได้มาเรียน ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนๆพี่ๆ ทำให้สามารถหาคำตอบได้บ้าง สิ่งที่สรุปได้สั้นๆ แต่อาจจะยากคือ เรามาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และทำความฝันของเราให้เป็นจริง ฟังดูเพ้อฝัน ฟังดูเป็นนามธรรมเหลือเกิน แต่สิ่งนี้แหละ ที่พลักดันคนให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมาเยอะแล้ว
อยากจะแนะนำพี่คนนึง ชื่อพี่หน่อง(ใครมาอ่านอย่าไปฟ้องพี่เขานะว่าเอาเขามาเผา อิอิอิ) เป็นพี่ชายในกลุ่มนักเรียน ยูอี รุ่นนี้เลยทุกๆคนก็เรียกว่าพี่ใหญ่ พี่หน่องเป็นคนที่ ใครๆเห็นครั้งแรกแล้วไม่กล้าเข้าใกล้ แต่พอได้รู้จักแล้ว พี่หน่องเป็นพี่ที่ดีมากๆๆๆๆๆถึงมากที่สุด พี่เขาเป็นชายหนุ่มที่หมดวัยโสดไปแล้วแต่พยายามทำตัวโสด แล้ว ก็สำเร็จด้วยทุกคนนึกว่าพี่หน่อง อายุ ไล่เลี่ยกัน ต่างกันไม่มาก แต่ที่ไหนได้ อิอิอิ...... พี่หน่องจะคอยดูแลน้องทุกคนเท่าเทียมกัน (ไม่เชื่อถาม น้องโอโบะ ดูได้นะ) แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาในสังคมไทยได้ไม่ยาก แต่ที่น่าสนใจคือแนวคิดของพี่เขาที่สามารถตอบโจทย์เราได้เยอะมาก ถามว่าอายุขนาดพี่หน่องทำไมถึงต้องมาเรียนอีกน่าจะทำงานสร้างครอบครัวมีลูกได้แล้ว (เราก็เคยคิดนะ ว่าน่าจะตั้งหลักทำงานจริงๆจังๆเสียที) แล้วทำไมต้องลำบากมาอยู่ที่นี่ งานการก็ดีถึงดีมากอยู่แล้ว พี่หน่องให้คำตอบมาสองข้อที่ฟังดูแล้วว่าใช่เลย... ซึ่งเป็นคำตอบที่เราอยากจะคิดแต่ไม่กล้าคิดคือ
1.พี่หน่องมีหน้าที่ใหญ่โตในบริษัทหลายๆบริษัท ไม่ต้องทำงานก็เที่ยวรอบโลกได้สบาย แต่ที่มานี่ก็เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม ถ้าเราหยุดอยู่กับที่สมองก็จะฝ่อ ไม่มีการพัฒนาตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีคุณภาพไปในที่สุด การมาเรียนคือการจุดไฟ การเปิดโลกทัศน์ และการพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น ก่อนเข้ายู ก็คิดว่า ขนาดเรียนภาษายังยากขนาดนี้แล้วเข้ายูไปจะไหวหรือเปล่าเนี่ย แต่เมื่อประมวลดูแล้ว ความลำบากก็คือหนทางแห่งการพัฒนา เป็นการขัดสนิม ที่เกาะติดมา สังเกตุง่ายๆ ตอนนี้เรียนจบตรีมานานแล้ว พอมาเรียนต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทบทวนความรู้ในป.ตรี อีกครั้งนึง ถ้าไม่ยอมข้ามความลำบาก เราก็ไม่เก่งขึ้น เหมือนเล่นเกมส์ ถ้าไม่สู้กับตัวเก่งๆ เลเวลก็ไม่ขึ้น คำตอบข้อนี้ของพี่หน่อง สอนให้เราพยายามฟันฝ่าอุปสรรคให้ได้แม้จะยากแค่ไหน เมื่อ ป.ตรี เราลงเรียน เฉพาะวิชาที่ง่ายๆ เรียนจบไวๆๆ แต่ตอนนี้ความคิดเราเปลี่ยนไป เราลงเรียนวิชาที่คิดว่าจะมีประโยชน์กับเราจริงๆๆ ไม่ใช่สักแต่ว่า เรียนให้จบ ถ้าอย่างนั้นเรียนที่ไหนก็ได้เหมือนกัน ไม่ต้องลำบากเรียนที่ unsw หรอก
2. เหตุผลข้อนี้เป็นเหตุผลที่ฟังดูแล้วอาจจะไร้สาระในสายตาคนบางคน แต่เป็นเหตุผลที่ให้คำตอบกับเราได้ดีทีเดียว คือพี่หน่องต้องการทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง นั่นคือได้จบนอก (ความฝันเดียวกับเราเลย) หลายๆๆคนมีความฝันมีความหวัง กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนทิ้งความฝันอันนั่นไว้เพียงแค่ คิดว่า ทำไม่ได้หรอก ในขณะทียังไม่เคยแม้จะทำเลย ถ้าพี่หน่องซึ่งภาษาอังกฤษไม่เป็นเลยยอมทิ้งความฝันไม่พยายามที่จะเรียนภาษาก็คงไม่มีวันนี้(อันนี้ถามแกได้ว่าไม่เป็นถึงระดับไหนฝังแล้วจะอึ้ง และสามารถใช้เวลาไม่ถึงปีในการพัฒนา) เราเห็นด้วยอย่างมาก เราทิ้งความฝันของตัวเองไปในหลายๆครั้ง เพียงเพราะแค่คิดว่าอย่าเลย มันไม่ใช่เรา อย่าเลยเราคงทำไม่ได้หรอก (เคยฟังแนวคิดนี้มาหลายครั้งแต่ยังไม่เคยเข้าใจจนมาได้ยินจากพี่หน่องนี่แหละ) พี่หน่องบอกว่าถ้าเรายอมทิ้งความฝันของเรา มันจะเกาะติดในใจเราตลอด ก็จริงนะเรายังคิดถึงเรื่องในอดีตเสมอ ว่าทำไมเราไม่พยายามทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วอีกหน่อยคนที่จะลำบากคือลูกหลาน ที่อาจจะต้องมาเป็นตัวแทนสานความฝันของเรา ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ แต่เพราะเพียงว่า มันเป็นปม ในอดีตของเราเท่านั้น สรุปง่ายๆๆ คือ ฝันอะไรไว้ ก็จงทำให้เต็มที่แล้วความสำเร็จจะตามมา ไม่ใช่นั่งรอความสำเร็จให้มาหา สิ่งที่จะเจอจะกลายเป็นความล้มเหลวแทน คนเราเกิดมาสมองอันเดียวเท่ากัน ความฉลาดไม่น่าต่างกันมาก แต่ความพยายามต่างกันมากเหลือเกิน เห็นเพื่อนหลายๆคนที่นี่เรียนเอกกันแล้ว แต่เรายังเรียนโทอยู่เลย เพราะอะไร ก็คงตอบได้ไม่เคลียร์ แต่สิ่งเดียวที่บอกได้เขาทำได้ เราก็ทำได้ ก็อยากจะฝากบอกเพื่อนหลายๆคนที่ล้มเหลว ว่าอย่าเพิ่งท้อ ใส่ความพยายามเข้าไปทำความฝันให้สำเร็จ
แต่ก็ไม่ได้มีพี่หน่องคนเดียวที่เข้ามาตอบโจทย์เราได้นะ แต่ยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกหลายคน ที่เป็นแรงผลักดัน เป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น ไม่หยุดอยู่แค่นี้ ขอบคุณแนวคิดดีๆ ของทุกๆคน ครับ แล้วคอยดูกันต่อไปว่า ไอ้เอ๋คนนี้จะสามารถไปได้ถึงจุดไหนกันแน่
4월 30일 กลับมาออสได้เดือนแล้วนะ........ กลับมาออสครั้งนี้ตั้งใจน่าดูตั้งใจกว่าครั้งเก่าๆ ดูเหมือนการเรียนการพัฒนาตัวเองไปได้ค่อนข้างดี ไม่อยากให้ตัวเองกลับไปแบบครั้งที่แล้วอีกแล้วจะพยายามจำกัดเรื่องงานให้เพียงพอแค่กินจะไม่ทำหนักเหมือนครั้งทีแล้วอีก (เนื่องจากความโลภอิอิอิ) คราวนี้ต้องผ่านให้ได้ อยากบอกเพื่อนๆที่ถอดใจกลับไปเมืองไทยพร้อมกัน ให้กลับมาเหอะ ยังไงถ้าพยายามก็ต้องผ่านได้ อยากที่ใครๆก็รู้ว่าอยู่ที่นี่มันลำบากทั้งกายทั้งใจ แต่ถ้าพยายามที่จะอยู่และ พยายามที่จะผ่านมันไป ให้มองชีวิตหลังจากจบว่าจะได้อะไรกลับมา แล้วจะรู้ว่าเราควรทำอะไร อย่าหลงกับสิ่งที่ได้เฉพาะหน้าให้มอง กับสิ่งที่วางแผนและจะต้องไปให้ถึง
คิดถึงเพื่อนๆทุกคนนะ
1월 8일 จะกลับเมืองไทยแล้ว....ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเลยจะกลับเมืองไทยแล้วเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ยังไม่ได้จัดกระเป๋าอะไรเลย ของก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรเลย ไม่มีของฝากคงไม่ว่ากันเน้อ อิอิอิ เอาแค่ตัวกับหัวใจกลับไปละกันนะ ใกล้จะกลับแล้วนะเมืองไทย ใจหายจังเลย แต่เดี๋ยวก็กลับมาเนอะ เมื่อวานไปกินไอติม ที่ร้าน ดับเบิ้ลเบย์ มาแก้วใหญ่มากๆๆๆ แก้วละ 12 เหรียญ เกือบสี่ร้อยบาทแนะ แต่กินไม่หมด เพราะก่อนนั้นไปกินอาหารเกาหลีก่อนอะ เหลือตรึมเลย อุอุอุ เดี๋ยวค่อยๆออกไปซื้อของดีกว่า ไปละจ้า 1월 3일 หลังปีใหม่แล้วนะ ทำอะไรกันบ้างจ๊ะผ่านปีใหม่กันมาแล้วเป็นยังไงกันบ้าง ก่อนปีใหม่ทุกคนก็คงตั้งหน้าตั้งตารอวันที่หนึ่งกันเป็นแถวๆซินะแต่เมื่อมาถึงวัน วันนี้ก็ปรากฏว่ามันก็เป็นวันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ยังเป็นอีกวันหนึ่งที่เรายังตื่นสาย แล้วก็ยังเป็นวันอีกวันหนึ่งที่ผ่านไปแล้วไม่หวนกลับมา เคยคิดกันบ้างไหม ว่าทำไมเราไม่คิดว่าวันทุกวันเป็นวันสำคัญสำหรับเราที่เรารอคอยให้มาถึงแล้วก็เป็นวันที่เราจะทำอะไรให้กับตัวเราเองได้ทุกๆวัน เคยถามตัวเองไหมว่าวันนี้อ่านหนังสือหรือยัง หรือมัวแต่คิดว่า ใกล้สอบค่อยอ่าน ชีวิตเราควารวางแผนให้กับชีวิต เคยฟังพี่อยู่คนหนึ่งพูดว่า การที่เราวางแผนระยะไกลให้ถึงเป้าหมายแล้วแต่เราก็ไม่ควรที่จะมองข้ามเป้าหมายระยะใกล้ของเราไป ควรใส่ใจในรายละเอียด ควรมองคุณค่า ของสิ่งที่ผ่านมาทุกๆอย่าง แล้วเราจะประสบความสำเร็จพร้อมกับความสุขที่เราควรจะได้รับ 1월 2일 Happy new year 2006สวัสดีปีใหม่ กับพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทุกๆคน ปีใหม่กันแล้วได้เริ่ม ทำอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเอง และคนรอบข้างบ้างหรือยัง ในบางครั้งบางคราวสำหรับ ปีที่ผ่านมา เราเคยคิดว่าเราทำในสิ่งที่เราทำดีที่สุดแล้วแต่มันยังไม่สำเร็จ เราเคยถามตัวเองหรือยังว่าสิ่งที่บอกว่าทำดีที่สุดแล้วนั้นมันดีจริงหรือยัง ทำไมไม่เริ่มใหม่อีกครั้งแล้วพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้เพิ่มๆมากขึ้น ไม่ว่าปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรไว้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน แต่ปีใหม่ที่มาถึงและอยู่ตรงหน้าเราแล้วนี่แหละ เป็นสิ่งที่ควรทำ
ลืมเล่าไปว่าเมื่อคืนไปเที่ยว ดูจุดพลุที่ใต้สะพาน ฮาเบอร์บริท แถวๆ ลูน่าพาร์ค ไปกับพวกบ้านพี่ป้อม เดียร์ เจมส์ กานต์ แล้วก็ พี่โต้ง สนุกดี ตอนกลับน่ากลัวเหมือนกันแต่ได้เดินข้ามสะพานกลับมาด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้เดิน บนราวสะพานให้เสียตังค์ให้เสียวเล่น แต่ก็ได้เดินข้ามสะพาน เหมือนกับที่ได้ข้าม จากปีเก่า ไปสู่ปีใหม่ ข้ามจากสิ่งเก่าๆ ไปสู่สิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะสร้างชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม พยายามกันเข้าทุกๆคนนะครับ
|
|
|||||||||||||
|
|